Kusa-Recommend

(หมายเหตุ ... เนื้อหาเอนทรี่นี้อาจจะวิชาการเกินไปซักหน่อย ผู้ปกครองไม่ควรเยี่ยมชมโดยไม่มีบุตรหลานพิจารณา ห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวดโปรดสังเกตคำเตือนบนฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง)

อ่า ... อย่างที่ได้ติดไว้ ว่าจะมาเล่าให้ฟัง ......

เดือนพฤษภาคม คุสะได้หายหน้าไปนี่มา .....

คอร์สอบรมการแปลบทพากย์ภาพยนตร์ .... จัดโดยสำนักพิมพ์อัมรินทร์ ... วิทยากรคือคุณอนิรุธ ณ สงขลา ที่ทำบทพากย์ภาพยนตร์มาแล้วนับพันเรื่อง (ไม่ได้เว่อร์ ..เรื่องจริง...) หนังพากย์ไทยที่ฉายในโรงหนังเกือบทั้งหมดเป็นฝีมือของเขาคนนี้นี่เอง......

แล้วมันถึงพันได้ไง... ก็อ่าว หนังซี่รี่ส์ในทีวีอีก ... พวกหนังแผ่นที่ไม่ได้ฉายโรงอีก ... เยอะโคตรๆ .. เก่งโคตรๆ เทพโคตร ..คุสะปลาบปลื้มน้ำตาไหลพราก

จากการอบรม เราได้เรียนรู้ว่า

- ค่าตอบแทนการแปลต่อเรื่องได้ไม่มากเท่าไร ก็นะ ..ถ้าเป็นหนังโรงก็ได้มากหน่อย แต่หนังแผ่นหรือที่ฉายที่ยูบีซีนี่ ได้ไม่เยอะเลย .. แต่ว่าอยู่ได้สบายเพราะว่ามีหนังเข้ามาให้ทำตลอด (อย่างช้าๆต้องทำได้ 2 วันต่อ 1 เรื่อง) และแต่ละงานก็เร่งทั้งนั้น เพราะงั้นอาชีพนี้ ต้องทำเป็นงานหลักเท่านั้น

- การแปลบท subtitle ไม่ยากเท่าไร เพราะว่าบทที่เค้าทำมาให้เพื่อซับไตเติ้ลก็จะตัดเป็นข้อๆอยู่แล้ว แบบว่า

1. What are you doing?
2. I am eating a dog.

เราก็แปลไปเลย

1. ทำอะไรอยู่น่ะ?
2. ฉันกินหมาอยู่

แต่ว่าตอนที่เราแปลเราก็ต้องดูหนังไปด้วย เพราะว่าจะได้รู้ว่ามันเป็นแสลงรึเปล่า คำสรรพนามที่ใช้จะเป็นอะไร หรือว่าจะต้องพูดจาหยาบคาย หรือว่าสุภาพเช่นไร (จากตัวอย่างข้างต้น อาจจะกลายเป็น ข้าพเจ้ากำลังลิ้มรสของสัตว์สุนัขตนนี้อยู่ ... หรือ กุกะลังแดรกหมาอยู่เว่ย .....ก็เป็นได้ทั้งคู่)
ข้อจำกัดอีกข้อก็คือ .. แต่ละประโยคต้องมีความยาวไม่เกิน 26-28 ตัวอักษร เพราะมิฉะนั้นมันก็จะล้นจอ .....

- ส่วนการแปลบทพากย์นั้นเล่า ...ช่างยากเย็นยิ่งนัก พรอว๊า ... บทที่เราได้มาจะเป็นบทเหมือนที่ทีมงานถ่ายทำและนักแสดงได้ มีคิว มีฉาก มีทุกอย่าง ....

พอเราได้บทและหนังมา รอบแรกเราก็ต้องเปิดหนัง (แต่ยังไม่ได้ดู) ...ก็ฟังหนังไป แล้วอ่านบทไปด้วย พร้อมกับเอาปากกา(หรือดินสอก็ด๊ายยยย จะใช้ถ่านหรือเลือดเขียนก็ตามจ๊ายยย) มานั่งขีดแบ่งประโยคสนทนาตามที่นักแสดงหยุดพูด หยุดหายใจ หรืออะไรก็ตามแต่...

เมื่อเราแบ่งได้แล้ว ... เราก็ต้องแปลแต่ละส่วน ......โดยให้พยางค์ของภาษาไทยและภาษาอังกฤษน่ะ มันเท่ากัน .....

อันนี้สำคัญมาก เพราะว่าไม่งั้นคนพากย์ก็จะพากย์มิทันสิคะ .... และเราต้องใส่ไปด้วยนะว่าเค้าพูดเบาพูดค่อย หัวเราะ ร้องไห้ ...เฮ้อ....

สรุปว่า ...ยากค่ะ

งานนี้ทำให้เราไม่มีความอัดอั้นกดดันในการดุหนังพากย์ไทยอีกต่อไป ... เพราะว่าไม่ใช่ว่าคนแปลแปลมั่วแปลผิด .. บางทีก็รู้ทั้งรู้ ว่าคำศัพท์คำนี้ แปลเป็นคำนี้จะตรงความหมายกว่า ....แต่พยางค์มันไม่ด๊ายยยยย ...ก็ต้องเลือกคำอื่นที่ความหมายใกล้เคียงกันมาใส่แทน ....

คลาสเราได้ช่วยกันแปลบทหนัง แล้วได้นักพากย์จากพันธมิตรมาพากย์บทของเราให้ดูด้วย พร้อมกะคอมเม้นท์ ..... เค้าชมคุสะด้วยนะเอ้อ .. ว่าแปลดี จังหวะได้ ได้อารมณ์ดี .. บทของเราเอาไปพากย์จริงได้เร้ย ....วู้ยยยยย ปลื้มมมมมมมม

โฉมหน้านักพากย์..

เฮ่อ ................... พอทีเรื่องวิชาการ

Side story ซักเล็กน้อย .....

อบรมที่อัมรินทร์ นี้ ....แนะนำทุกท่านค่ะ ... เพราะว่า ขนมเบรก อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกก ข้าวกลางวันก็อร่อยยยยมากกกกกกกก โนดาเมะปลาบปลื้ม ...

และด้วยความที่คุสะเป็นคนเยี่ยงนี้ (เยี่ยงไหน) ... เพียงการอบรมเจอหน้าเพื่อนร่วมคลาสครั้งที่ 3 ข้าพเจ้าก็ทำตัวหนิดหนมกะชาวบ้าน แถมทำเนียนๆ ..กินหนมเบรก 2 ชิ้นตลอดเรยยยย ... แถมมีการเล่นเส้นเพราะว่าน้องที่เป็นคนดูแลงานนี้ก็เคยดูแลคลาสการแปลวรรณกรรมที่คุสะเคยไปอบรมคราวก่อน น้องก็จำข้าพเจ้าได้(ในแง่ใดขอไม่รับรู้) ... และมีการเอาขนมที่เกินจำนวนคน ให้ข้าพเจ้าจัดการ ....ก่ากกกกก ...

อบรมคราวก่อนโดนพี่ร่วมคลาสเรียกว่า ดับเบิ้ล เอ๋ ...(กิน 2 ชิ้นตลอด)

อบรมคราวนี้ ไม่มีใครเรียกอะไร ... แต่พี่คนนึงทักว่า แหม ..พออาจารย์บอกว่าออกไปกินขนมกันได้ พี่มองเห็นจากทางหางตาเลย ว่าจากที่เธอนั่งง่วงๆ นี่เด้ง กระตือรือร้นเชียวนะ

เค้าป่าวเห็นแก่กินนะ ......... เค้าแค่เห็นแก่กินขนมอร่อยๆ เท่านั้นเอ๊งงงงงง

ปิดท้ายด้วยการแนะนำสมาชิกใหม่ ..... มิสเตอร์ซิกมันด์ (ฟรอยด์) ...... อุกิ๊วววววววววว


edit @ 2007/06/04 09:17:36
edit @ 2007/06/04 09:18:49