ก่อนอื่น...สวัสดีวาเลนไทน์ วิฮิ๊ววว ... ขอให้มีความสุขทุกๆคนนะคะ
.
.
.
หายไปหลายวัน อาจจะมีคนสงสัยว่าหายไปไหน น้องปูวเป้ก็ไม่ไปเลี้ยง (อดได้ดอกไม้ระยิบระยับเลยเเงๆๆ) อืมจะเล่าให้ฟัง
* คำเตือน * ยาวนะคะ....
.
.
.
ประมาณ 2-3 เดือนก่อน เเม่โทรมาเล่าให้ฟังว่า "เออ...ตรงคอพ่อ อยู่ๆก็บวมๆอ่ะ อะไรไม่รู้ ไม่รู้ว่าเป็นไทรอยด์ป่าว เลยให้พ่อไปหาหมอ" ...ข้าพเจ้าก็รับฟัง เเล้วก็กลับบ้านบ้าง ไม่กลับบ้างตามปกติ ถามไถ่กันดูก็ไม่เห็นว่าจะมีอาการอะไร ก็ไม่ได้ห่วงอะไรเท่าไร ในระยะที่ผ่านมาก็ไปหาหมอตรวจตลอด ... หมอก็ให้คำตอบไม่ได้ว่ามันเป็นอะไรกันเเน่ ก็เจาะมั่ง ตัดมั่ง หาสาเหตุกันไป
จนเมื่อ วันศุกร์ที่ผ่านมา ...ข้าพเจ้าขับรถกลับบ้านตอนเช้าไปเจอพ่อที่โรงพยาบาล ฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อเป็นเพื่อนพ่อ
"มันก็....เป็นเนื้อร้ายนะครับ"
.
.
เขาว่ากันว่า เวลาที่เจอเรื่องร้ายๆเเบบกระทันหัน จิตใจของคนเราจะมี 4 ขั้นตอน 1.ช็อก 2.โมโห (ตัวเอง คนอื่น โชคชะตา) 3.เศร้า 4.ทำใจได้เริ่มหาทางออก
ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองจะบรรลุ 4 ขั้นภายในวันเดียว
พอหมอบอกมาเเบบนั้น ก็อึ้ง งง ทำอะไรไม่ถูก ... ขณะที่เดินลงมาที่ห้องผ่าตัดเพื่อให้หมอดูอีกทีให้เเน่ใจ ข้าพเจ้ากะท่านพ่อก็ไม่ได้พูดอะไรกัน .... ข้าพเจ้ารู้สึกโมโหมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองโมโหอะไร ข้าพเจ้าหันไปบอกกับพ่อว่า
"พ่อยังสูบบุหรี่อยู่หรือเปล่า"
"ลดลงไปเยอะเเล้ว"
"เเค่ลดไม่ได้เเล้วนะ ...เลิกซักที จนเรื่องมาถึงขั้นนี้เเล้ว"
นั่งรอหน้าห้องผ่าตัดด้วยกัน พ่อบอกว่าพ่อไปโรงพยาบาลในกทม.คนเดียวก็ได้ ลูกกะเเม่ไม่ต้องไปหรอก เหนื่อยเปล่าๆ พ่อไม่ได้เป็นอะไรมาก ....ข้าพเจ้าโมโห ทั้งๆที่ก็รู้ว่าพ่อพูดเพราะว่าเป็นห่วงเรา
ข้าพเจ้าเดินหนีไปซื้อน้ำกินที่ 7/11 เพราะว่าไม่อยากที่จะโมโห ...มันไม่ถูกต้อง ไม่ควรทำ ไม่ควรเป็นเเบบนั้น เพราะว่าคนป่วยย่อมต้องเครียดมากที่สุด
ข้าพเจ้าหยิบโทรศัพท์มาโทรหาฮะเมี๊ยว ... วูบเเรกข้าพเจ้าจะโทรไปหาเเม่ที่ที่ทำงาน เเต่คิดว่าเอาไว้บอกตอนเย็นที่เจอกันดีกว่า ...ขณะที่ข้าพเจ้าจิตตกสติเเตกใส่ฮะเมี๊ยว เเม่ก็โทรมา ...
"ผลพ่อเป็นไงบ้างลูก"
"....อืม..เเม่....มันเป็นเนื้อร้ายอ่ะ"
"ห๊า!!!!!!!!!!!!!!" ............... จนถึงตอนนี้ข้าพเจ้ายังจำได้ว่าเสียงเเม่ตกใจมากเเค่ไหน
ข้าพเจ้าก็เล่าว่าหมอเเนะนำว่าอย่างไง เรากำลังจะทำอะไรกันต่อไป
"เเม่ ..... เเม่เครียดหรือเปล่า ตกใจมากมั้ยคะ"
"เครียดสิลูก .... เรื่องเเบบนี้จะไม่ตกใจได้ไง" ....เเม่พูดเสียงธรรมดาๆ
ข้าพเจ้ามารู้ทีหลังว่า เเม่ทนอยู่ ไม่ยอมร้องไห้ตอนที่คุยกับข้าพเจ้าเพราะว่าก็รู้ว่าข้าพเจ้าก็เเย่เหมือนกัน .... เเต่พอวางสายเเม่ก็เข้าไปในห้องทำงานตัวเอง เเล้วร้องไห้ออกมาจนเพื่อนร่วมงานตกใจกันหมด....
ข้าพเจ้า (ที่เข้าสู่ stage 3 ซึมเศร้า) ก็เดินมานั่งข้างๆพ่อที่หน้าห้องผ่าตัดเพื่อรอหมอ ... เราสองคนไม่ได้คุยอะไรกัน ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดเรื่องต่างๆมากมาย ทำไงดี ทำไงดี ทำไงดี ถ้ามันเป็นระยะที่รุกรามล่ะ ถ้ารักษาไม่ได้ล่ะ เเม่จะเเย่หรือเปล่าตอนนี้ ..... อีกสารพัดเรื่องจะเข้ามาในสมอง
พ่อ เอื้อมมือมาลูบหัวข้าพเจ้า เเล้วพูดเบาๆว่า
"ไม่ต้องเครียดหรอกนะ....พ่อไม่ได้เป็นไรมากนักหรอก"
.
.
.
ผ่านช่วงบ่าย หลังจากหมอตรวจดูพ่ออีกรอบนึงเเล้ว หมอสรุปว่า การที่ต่อมน้ำเหลืองที่คอพ่อโตเป็นผลมาจากมะเร็งที่ตอนนี้ก็หาไม่เจอว่าเริ่มมาจากจุดไหน .... เเต่หมอจะส่งตัวเข้ากทม. เพื่อหาจุดให้เจอเเละเริ่มรักษาอย่างเร็วที่สุด...
บ่ายวันอาทิตย์ ... เราสามคนพ่อเเม่ลูกก็เข้ามากรุงเทพกัน .....เเละนี่เป็นครั้งเเรกที่ข้าพเจ้าขับรถทางไกลกว่าการกลับมาที่บ้าน ...เเละเป็นการพาเเจ๊สซิก้าเข้ากรุงครั้งเเรก
เรามาพักที่บ้านลุง (พี่ชายพ่อ) ลุงๆป้าๆ พ่อน้องของพ่อ รวมถึงลูกพี่ลูกน้องของข้าพเจ้าทุกคนก็ตกใจ เเละช่วยเหลือกันเต็มที่ ... เพราะต้องยอมรับว่าข้าพเจ้าคนเดียวที่ต้องเป็นคนวิ่งเรื่องราวต่างๆมันคงหนักจนเกินไป
เช้าวันจันทร์ข้าพเจ้ากะเหมี่ยวลูกพี่ลูกน้อง ขับรถกันมาจอดไว้ที่โรงพยาบาลพระมงกุฏตอนตีห้า เเล้วเดินต่อมาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีที่พ่อจะมารักษา เพื่อทำบัตรคนไข้ จองคิวพบหมอ เเละอีกมากมาย ....พ่อเเม่ลุง ตามมาตอน 11 โมงเช้า เเต่กว่าเราจะได้พบหมอก็ปาเข้าไป บ่ายโมง เพราะว่าคนไข้เยอะมาก
วันจันทร์กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก็ปาเข้าไป เกือบห้าโมงเย็น
ในวันเเรก หมอคนเเรก (เเผนกหูคอจมูก) ไม่สามารถบอกได้เหมือนกันว่าจุดของมะเร็งมาจากที่ไหน ...วันพุธเราก็ต้องมาหาหมอเเผนกอายุรกรรมกันอีก
ห้าโมงเย็นที่ได้พบหมออายุรกรรม (เราไปหาคลีนิคนอกเวลา เพราะว่าไม่อยากให้พ่อกะเเม่เหนื่อยเกินไป) หมอบอกว่าจะนัดให้พบหมอมะเร็งโดยตรงเลย ...เเล้วชิ้นเนื้อที่ส่งมาตรวจน่ะ มันสามารถย้อมสีเเล้วบอกได้ว่าเป็นมะเร็งที่ไหนนะ
ข้าพเจ้ารีบโทรไปหาที่ศูนย์พยาธิวิทยากรุงเทพตอนห้าโมงเย็น เจ๊คนรับโทรศัพท์บอกว่า ศูนย์ปิด18.30 นะคะ ถ้ามาไม่ทันก็พรุ่งนี้ละกัน
ข้าพเจ้ากะฮะเมี๊ยวรีบนั่งเเท็กซี่บึ่งกันไป รถก็เเสนจะติด เราต้องลงรถกลางถนนเเล้ววิ่งกันต่อเพื่อให้ทันเวลา ....ในที่สุดก็ทัน เฮ้ออออออ
"อีก 2 อาทิตย์ถึงจะได้ผลนะคะ" .....
.
.
วันพฤหัส เราก็ไปโรงพยาบาลกันอีกตอนบ่าย (คลีนิคนอกเวลาเช่นเดิม) คราวนี้ได้เจอหมอที่จะรับผิดชอบเคสของพ่อโดยตรง หมอสั่งให้พ่อไปทำ MRI หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อหาจุดเริ่มของมะเร็งให้เจอ
"ตอนนี้ก็รักษาสุขภาพให้เเข็งเเรงนะครับ กินดีๆ ทำใจให้สบาย เพื่อเตรียมตัวรับการรักษา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยวิธีเเบบไหนก็จะทำให้ร่างการต้องเผชิญศึกหนักทั้งนั้น"
สรุปว่าจนถึงตอนนี้ ก็ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นที่ตรงไหน เพราะว่าพ่อไม่ได้มีอาการอะไรเลย สบายดีทุกอย่าง ... เเต่การคุยกะหมอครั้งหลังสุดนี่ก็รู้สึกดี เเละไม่ได้เครียดมาก เพราะว่าหมอพูดชัดเจน ตรงไปตรงมา ....เเนะนำว่าควรจะต้องทำอะไร ไม่ควรทำอะไร พ่อกะเเม่ก็ไม่ได้เครียดมาก ...
เราเสร็จจากโรงพยาบาลตอน 2 ทุ่ม ข้าพเจ้าขับรถกลับมาที่บ้านที่ต่างจังหวัดเเม้ว่าจะเหนื่อยเเทบตาย เเต่ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหน่อยว่าเราก็ทำเเล้ว การรักษาคงอีกไม่นานเเล้ว
ในรถเราหิวกันมาก เพราะว่ายังไม่ได้กินข้าวเย็นกันเลย ข้าพเจ้าเเวะปั้มเเถวๆอยุธยา เเล้วก็ซื้อพัฟกุ้ง กะเบอร์เกอร์ไก่ของ KFC เพราะว่าง่ายสุด ขณะที่ข้าพเจ้าขับรถ เเม่ก็ป้อนกุ้งมั่ง พ่อก็ป้อนไก่มั่งให้ข้าพเจ้า ...เราเเวะกินข้าวต้มกันที่สิงห์บุรี เรากินกันไปเเล้วก็คุยเรื่องไร้สาระกันไป นินทาฮะเมี๊ยวมั่ง (ฮ่าๆๆๆ) เเม่บอกว่าเจอกันครั้งเเรกไม่น่าจะต้องเจอกันในสถานะการ์เเบบนี้เลยนะ
เราถึงบ้านประมาณเที่ยงคืน ทุกคนอาบน้ำ เเล้วก็นอน....ข้าพเจ้าหลับสนิทมากๆ เพราะว่าที่ผ่านมานับจากที่พ่อรู้ผลข้าพเจ้านอนไม่ค่อยหลับเลย วันนี้คงสบายใจขึ้นมานิดหน่อยละมั้ง
เช้าเเม่ตื่นมาช่วยข้าพเจ้าเก็บของ เอานมมาให้กิน ...พ่อเดินลงมาเปิดประตูบ้านให้ ช่วยจับพวกหมา เเล้วข้าพเจ้าก็บึ่งรถกลับมาทำงาน .....
ถ้าชีวิตมันสงบๆราบรื่นได้เเบบนี้ตลอดไปก็คงจะดีหรอกนะ .... เเต่ว่าจากนี้ไปคงต้องมีเรื่องอะไรอีกมากมาย เเม้
จะต้องเหนื่อย เเม้ว่าจะต้องทำท่าว่าเข็มเเข็ง เเต่ข้าพเจ้าก็จะทำเต็มที่ เพราะว่าไม่อยากจะต้องมานั่งเสียใจทีหลัง
ครอบครัวเรา...ก็มีกันเเค่ พ่อ-เเม่-ลูก นี่นะ
.
.
.
อย่างน้อยการมีเรื่องเเย่ๆก็ทำให้มีเรื่องดีๆเหมือนกัน ... เราได้รู้ว่าคนรอบตัวมีความหวังดีให้เรามากมาย
ขอบคุณ .... ญาติพี่น้อง ที่ไม่เคยทิ้ง ช่วยดูเเละ ดูบ้านให้ เลี้ยงหมา เอาข้าวมาส่ง เเละทำอีกมากมาย
ขอบคุณ .... เพื่อนตี้ สำหรับกำลังใจที่ฉันรู้ว่าต้องได้จากเเกเเน่ๆ ... เเละเครื่องคั้นน้ำผลไม้เเบบเเยกกาก
ขอบคุณ .... น้องหวัน ที่จะวิ่งเต้นเรื่องหมอให้
ขอบคุณ ... พี่เดือน สำหรับสูตรอาหารชีวจิต
ขอบคุณ ... น้องๆอาจารย์ในห้องทำงาน ที่ช่วยทำงานเเทนช่วงที่ไม่อยู่
ขอบคุณ ....ฮะเมี๊ยว ที่อยู่เป็นเพื่อนทุกวันที่โรงพยาบาล คอยวิ่งไปวิ่งมาเป็นเพื่อน คอยปลอบใจ เเละอีกมากมาย ถ้าไม่มีเธอ ฉันคงต้องเหนื่อยกว่านี้อีกมาก
........... เเละอีกหลายคนที่ตอนนี้คิดไม่ออก .......
ขอบคุณนะคะ ... สำหรับกำลังใจเเละความเป็นห่วงนะคะ